รู้จัก 5 เทคนิครีสตาร์ท ศาสตร์แห่งการเริ่มใหม่ เพื่อไปให้ไกลกว่าเดิม

ทำไมบางคนถึงเริ่มใหม่ได้เร็ว ทำไมบางคนถึงทำสิ่งนั้นไม่ได้ รู้จัก 5 เทคนิคการฝึกตัวเองให้เริ่มใหม่ เพื่อใช้รีสตาร์ทชีวิตได้ตลอด

Last updated on เม.ย. 16, 2024

Posted on เม.ย. 3, 2024

ไม่ว่าชีวิตจะเจอกับอะไร จงเป็นคนที่เริ่มใหม่ได้เสมอ

ชีวิตคือการเดินทาง ไม่ใช่การหาจุดหมาย เมื่อเจอเส้นทางที่ยากเกินจะฝ่าฟัน คุณผู้อ่านจะทำยังไง จะสู้จนกว่าจะผ่าน หรือรีสตาร์ทตัวเองใหม่ในเส้นทางอื่น 

แน่นอนว่าการเริ่มใหม่เป็นสิ่งที่ยาก แต่สำหรับบางคนกลับทำมันได้ง่ายเหมือนร่างกายมีปุ่มรีสตาร์ท ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น นั่นเพราะว่าคนบางคนเข้าใจถึงศาสตร์ของการรีสตาร์ท ทำให้พวกเขามีความสามารถในการสลัดเปลือกของปัจจุบัน และเริ่มบทใหม่ของชีวิตได้อย่างง่ายดาย

ทักษะการรีสตาร์ท เป็นทักษะที่ปลูกฝังได้ มันเป็นหนทางที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของชีวิต และพร้อมเริ่มใหม่เพื่อเติมเต็มมันมากขึ้น

แน่ล่ะว่า คนปกติ คงไม่ค่อยมีคนที่อยากเริ่มต้นใหม่บ่อย ๆ ทว่าสิ่งหนึ่งที่บังคับให้ชีวิตเราสามารถรีสตาร์ทได้ก็คือ ‘เรื่องสะเทือนใจ’ โดยการศึกษาในวารสาร Journal of Research in Personality ในปี 2018 เผยว่า หลังเจอเหตุการณ์สะเทือนใจ มนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาในเชิงบวก จนนำไปสู่การฟื้นตัวใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชีวิตรู้สึกมีเป้าหมาย นั่นทำให้เราจึงสามารถใช้การรีสตาร์ท เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางบวกได้

ดังนั้นแล้ว เราจึงพบว่าคนที่กล้ารีสตาร์ทตัวเอง หรือตัดสินใจออกจากคอมฟอร์ตโซนนั้นมักจะเจอเรื่องสะเทือนใจที่ทำให้ฉุกคิดได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนไม่สามารถรีสตาร์ทได้บ่อย ๆ เพราะจิตใจเราชอบคุ้นเคย มักติดอยู่ในระบบความคิด ความรู้สึกเดิม ๆ 

หากเราเผชิญกับปัญหา ความรู้สึกคุ้นเคยทำให้เรามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจเลือกแบบเดิม ๆ ต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ามันจะได้รับผลลัพธ์แบบเดิม มันไม่ผิดหรอกนะ แต่มันก็จะเป็นการปิดโอกาสที่มีของตัวเราไป

แล้วจะทำยังไงให้เราสามารถสร้างปุ่มรีสตาร์ทของตัวเองได้ ต้องพาตัวเองไปเจอเรื่องสะเทือนใจเหรอ โอ้ ไม่ต้องขนาดนั้น เพราะเราสามารถฝึกตัวเองเพื่อรีสตาร์ทได้ ด้วย 5 เทคนิคนี้ เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นได้

1. รีสตาร์ทความคิด

ก่อนจะเริ่มต้นบทใหม่ในชีวิต ให้คิดถึงอดีตที่ผ่านมา ใช้ประสบการณ์เป็นโอกาสในการเรียนรู้สิ่งที่ผิดพลาด และหาวิธีปรับปรุงใหม่ เพราะการยอมรับอดีต ให้อภัยตัวเองสำหรับความผิดพลาดที่ทำมา จะทำให้เรามีพื้นฐานในการรีสตาร์ทได้ไว นอกจากนั้นการใช้เวลาไตร่ตรองชีวิตยังช่วยให้เราได้รับมุมมองใหม่ ๆ เพิ่มอีกด้วย


2. รีสตาร์ทสติ

การมีสติคือการฝึกสมาธิเพื่อการฟื้นฟู ช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ทำให้สุขภาพจิตโดยรวมดีขึ้น ลองนั่งสมาธิ 5 นาทีในตอนเช้าหรือเดินเล่นในช่วงพักเที่ยงเพื่อฟื้นฟูความคิดดู เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยรีสตาร์ทสมาธิให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสดชื่น


3. รีสตาร์ทเป้าใหม่

การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราสามารถโฟกัสการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น เพื่อทำให้ชีวิตของเราสมหวังมากขึ้น ลองโฟกัสเป้าหมาย 3-5 อย่าง เพื่อจัดระเบียบเป็นเป้าหมายระยะสั้นกับระยะยาว จากนั้นสร้างเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับแต่ละงาน แล้วเขียนวัตถุประสงค์ของเราในจุดที่จะเห็นได้ทุกวัน เพราะการรีสตาร์ทวันใหม่ด้วยการย้ำเตือนถึงเป้าหมาย จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราจัดระเบียบได้ดีขึ้น


4. รีสตาร์ทผลลัพธ์

ขณะที่เราทำงานให้เสร็จ ลองหาเวลาในระหว่างวันเพื่อดูว่าอะไรที่ได้ผลหรืออะไรที่ต้องปรับปรุง เพราะการหาข้อบกพร่องในเวลาที่งานสะดุดจะช่วยป้องกันไม่ให้เรารู้สึกถึงความติดขัด ดังนั้นแล้วแทนที่จะมองว่าความผิดพลาดเป็นความล้มเหลว ให้เปลี่ยนข้อผิดพลาดเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า


5. รีสตาร์ทอะไรใหม่ ๆ

อีกวิธีหนึ่งในการรีสตาร์ทชีวิตใหม่คือการก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน เพราะประสบการณ์ใหม่ ๆ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ส่งเสริมความครีเอทีฟ เติมแรงจูงใจได้ ซึ่งการลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ จะช่วยให้เราค้นพบประกายไฟที่จะพาไปถึงจุดมุ่งหมาย และที่สำคัญมันยังสร้างความหลงใหล รวมถึงมิตรภาพดี ๆ เนื่องจากเราเอาตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ

ทักษะการรีสตาร์ทไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอ คนชอบเริ่มใหม่ไม่ได้เป็นคนขี้แพ้ มันเป็นข้อพิสูจน์ถึงการที่เรามีความยืดหยุ่น และยังพยายามเติบโตออกจากจุดเดิม ๆ ซึ่งการสร้างปุ่มรีสตาร์ทให้ตัวเองจะทำให้เราไม่กลัวการเริ่มใหม่ จนสามารถเปลี่ยนมันเป็นทักษะที่กอบกู้ตัวเองได้ในยามวิกฤตได้


แล้วจะรออะไรอยู่ กดปุ่มรีสตาร์ทได้แล้ว!


แปล เรียบเรียง: พีรพล สดทรัพย์

ที่มา

trending trending sports recipe

Share on

Tags