Trending News

Subscribe Now

จะเกิดอะไรอีก 6 เดือนต่อจากนี้ โดย McKinsey & Company

จะเกิดอะไรอีก 6 เดือนต่อจากนี้ โดย McKinsey & Company

Article | Business

บทความ Trends that will define 2021 and beyond: Six months on โดย Mckinsey & Company ที่ปรึกษาด้านการจัดการชื่อดังจากประเทศอเมริกา ได้เปิดเผยผลการสำรวจและวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน 6 เดือนข้างหน้า (ซึ่งอาจเป็นช่วง Postpandemic หรือช่วงหลังโควิด-19)  โดยยึดสำรวจจากตลาดอเมริกาเป็นหลัก เนื่องจากเป็นที่ที่เศรษฐกิจกำลังกลับมาเปิดอย่างเต็มรูปแบบมากที่สุด

วันนี้เรายกมา 6 เทรนด์ที่ใกล้เคียงกับบริบทของประเทศไทย มาวิเคราะห์ไปด้วยกันนะครับ

คนพร้อมใช้เงินเมื่อความมั่นใจเริ่มกลับมา (ถ้ามีวัคซีน)

เมื่อเดือนเมษายน 2020 ยอดเงินฝากของคนอเมริกันพุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ และจนถึงล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2021 นี้ก็ลดลงเพียงนิดหน่อยเท่านั้น หมายความว่า คนเลือกที่จะเก็บเงินกันรัวๆ แต่เมื่อสำรวจลงไปกลับพบว่า ผู้คนจำนวนมาก พร้อมและรอคอยที่จะจับจ่ายเต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เกี่ยวพันกับการได้รับ “วัคซีน” ด้วย เพราะพบว่า ปัจจุบัน คนส่วนมากที่ออกไปกิน เที่ยว ช้อป นอกบ้าน คือคนที่ได้รับวัคซีน พวกเขาจะรู้สึกผ่อนคลาย มีความมั่นใจในการใช้เงินและใช้เวลานอกบ้านมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในกลุ่มคนมิลเลนเนียลที่มีรายได้เกิน 1 แสนเหรียญต่อปี (ประมาณ 3.2 ล้านบาท) บอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะใช้เงิน ใช้ชีวิตแล้วในตอนนี้

กราฟแสดงเงินฝากของชาวอเมริกาคิดเป็นเปอร์เซนต์ของช่วงเวลาเดียวกัน ตั้งแต่ปี 2019 – 2021

จากข้างต้น มีเทรนด์การบริโภคที่น่าสนใจอยู่ 2 ข้อ คือ

  • Home-nesting คนอยากทำบ้านให้น่าอยู่ขึ้น และกว่า 30% ชอบที่จะปรับปรุงและตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ อาจเป็นเพราะว่าเราต้องใช้บ้านเป็นทั้งที่ทำงานและที่อยู่ไปแล้ว บางคนเริ่มทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้กินดื่มที่บ้าน หรือไม่ก็ซื้อเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่บ้านเลย
  • คนจะมี Brand Loyalty ลดลง ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว แต่หลังจากช่วงโควิด-19 ก็จะยิ่งทำให้คนไม่ยึดติดกับแบรนด์ ประมาณ 40% ของผลสำรวจ พบว่า ผู้คนไม่สนใจเรื่องแบรนด์แล้ว เมื่อก่อนที่เคยซื้อบางแบรนด์ ตอนนี้ก็ไม่สนอีกต่อไป ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นได้ง่ายกว่ากลุ่มผู้ใหญ่

คนจะออกเดินทางอีกครั้ง

เมื่อปี 2020 ตัวเลขการเดินทางทางอากาศ (หรือทางเครื่องบิน) ของอเมริกา ลดลง 40% มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนปัจจุบัน เริ่มกลับมาเดินทางแล้วกว่า 60% แม้จะดูน้อยไม่เต็มร้อย แต่เมื่อลองพิจารณาตัวเลขของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่มีคนเดินทางกว่า 2 ล้านคนต่อวัน ซึ่งมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 4 เท่าตัว ซึ่งส่วนใหญ่คือการเดินทางในประเทศ 

ส่วนการบินระหว่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 5.8 แสนคน ในประชากรทั้งหมดกว่า 320 ล้านคนของอเมริกา ที่คนยังบินออกนอกประเทศกันค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องวัคซีน การกักตัว เป็นต้น 

ส่วนการเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Trip) ที่ลดลงกว่า 70% ปัจจุบันก็ยังเติบโตน้อยมาก นั่นก็อาจจะเพราะองค์กรสามารถ ‘ปรับตัว’ ในการทำงานหรือประชุมออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางไปพบกันได้แล้ว ดังนั้น เป็นไปได้ว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางที่เน้นลูกค้าธุรกิจน่าจะยังต้องสู้กันไปอีกยาว


มีกิจการใหม่เกิดขึ้นมากมาย

ผลสำรวจล่าสุด พบว่า ควอเตอร์ที่ 3 ของปี 2020 มีธุรกิจเกิดใหม่เพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปี 2019 เหตุผลสำคัญก็เพราะ ผู้คนจำนวนมากตัดสินใจที่จะออกมาเริ่มต้นทำธุรกิจ ทำอะไรใหม่ๆ เป็นของตัวเอง ซึ่งอาจจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น การที่บริษัทหันมาใช้เทคโนโลยีในการผลิตแทนคน หรือการที่พนักงานถูก force ให้ทำงานหนักขึ้นเพื่อผลผลิตที่มากขึ้นในช่วง Pandemic หรือการที่พนักงานเริ่มมี Mindset มองหา Second Job ไม่ยึดติดอยู่กับงานเดียว เป็นต้น แม้หลายธุรกิจจะไม่ได้ไปต่อและยังขาดทุนอยู่ แต่คนอเมริกันก็ยังเลือกที่จะเดิมพันด้วยความหวัง ท้ายสุดนี่อาจเรื่องของความอยู่รอดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ Opportunity ที่ต้องคว้าเอาไว้ 

กราฟแสดงภาพรวมปริมาณการยื่นเอกสารทำธุรกิจตั้งแต่ปี 2005 – 2021

หลายบริษัทใช้ช่วงเวลา Pandemic ในการ ‘พัฒนาตัวเอง’ แม้ยอดขายที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่หันมาพัฒนาโปรดักส์ของตัวเองให้ดีขึ้น เริ่มนำ AI, ระบบดิจิตอล หรือ Robot มาใช้มากขึ้น ในบรรดาบริษัทที่มี Performance ดี พบว่า กว่า 60% คือบริษัทที่นำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์การลดจำนวนคนในองค์กรลงอีก


เทคโนโลยีมาถึงผู้คนเร็วขึ้น 3-7 ปี

โรคระบาดทำให้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ‘มาถึง’ เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น E-Commerce หรือการประชุมออนไลน์ที่หลายๆ องค์กรเองก็ได้ลุยระบบออนไลน์อย่างจริงจัง เพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าก่อนหน้านี้เราจะพอใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นหลัก กระทั่งโควิด-19 มาเยือน ทำให้ผู้คน ‘Capture’ เรื่องเหล่านี้ได้เร็วขึ้น 

การใช้เทคโนโลยีข้างต้นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหลายบริษัทบอกว่าแผนการทางธุรกิจปัจจุบันของพวกเขาอาจจะอยู่ได้ถึงปี 2023 เท่านั้น และเกือบ 2 ใน 3 ของบริษัทเหล่านั้นก็กำลังพัฒนาตัวเองเข้าสู่โลกดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ


พฤติกรรมการช้อปปิ้งเปลี่ยนไปแล้ว

ที่อเมริกา จากปี 2019 มาถึงปี 2020 พบว่า E-Commerce เติบโตขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งมากกว่าช่วงก่อน Pandemic อย่างแน่นอนที่สุด แม้กระทั่งสินค้าแฟชันหรือ Luxury เองก็มียอดขายออนไลน์สูงขึ้น แถมมีคนบอกด้วยว่า พร้อมจะจ่ายเงินซื้อรถโดยที่ไม่ต้องลอง!  

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าสนใจคือ แม้จะมีการใช้จ่ายผ่าน E-Commerce มากขึ้น แต่ ‘กำไร’ ของผู้ค้ากลับน้อยลง นั่นก็เพราะว่า การแข่งขันค่อนข้างรุนแรงมาก ผู้บริโภคมี ‘ทางเลือก’ ในการตัดสินใจมากขึ้น มีหลายร้านให้พิจารณา ดังนั้น ในฝั่งผู้ค้าเองสถานการณ์ของ E-Commerce ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร 

หลังจากที่โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคลดการช้อปปิ้งแบบ Physical เดินทางไปหยิบจับสินค้าจริงน้อยลง และช้อปออนไลน์มากขึ้น ด้านแบรนด์ใหญ่ๆ จึงเริ่มหันลงทุนทางด้านออนไลน์จริงจัง ทั้งยังมีการใช้ Data มาผลักดันให้เกิดการขายแบบออนไลน์ผสานออฟไลน์ (Omnichannel) ที่สมบูรณ์มากขึ้น ให้ลูกค้าได้มี Experience ที่ดีขึ้น ถึงแม้ตอนนี้จะขาดทุน แต่บรรดาบริษัทก็เชื่อว่า นี่คือการลงทุนเพื่อสร้าง Value หรือผลลัพธ์ในระยะยาว

ด้านการแพทย์ก็เช่นเดียวกัน เทคโนโลยีทำให้เกิด Tele Med หรือการพบคุณหมอผ่านทางช่องทางออนไลน์ทางโทรศัพท์ โดยพบว่าในปี 2019 มีผู้ใช้อยู่เพียง 11% ในขณะที่ปี 2020 เติบโตถึง 46% เลยทีเดียว ซึ่งผู้ใช้ 3 ใน 4 บอกว่าพอใจกับการใช้บริการนี้ จึงคาดว่าในปี 2021 นี้ก็อาจจะสูงขึ้นอีกอย่างแน่นอน


รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไป (หรือไม่?)

แทบไม่น่าเชื่อ เพราะพบว่า 2 ใน 3 ของการสำรวจ คนอเมริกันอยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ อยากกลับไปเจอหน้าเพื่อนร่วมงาน เพราะทำงานที่บ้านทำให้ชีวิตไม่ Work Life Balance เท่าไรนัก ทำให้เกิดความเครียดก็ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานตามมา อีกทั้งการทำงานระบบออนไลน์ ก็ยังมีปัญหาติดขัดอยู่บ้าง และในความเป็นจริง การทำงานแบบ Remotely อาจไม่ได้เหมาะสมกับงานทุกสาย แล้วแต่ลักษณะงานด้วย  

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนเชื่อว่าอนาคตจะกลับไปทำงานที่ออฟฟิศกันเป็นหลักเหมือนเดิม เพราะการทำงานในลักษณะปัจจุบัน (Remotely Work/Work From Home) เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ด้วยสถานการณ์โควิด-19 บีบบังคับ ไม่ใช่ New Normal แต่อย่างใด ผลการสำรวจในช่วงก่อน Pandemic พบว่า กว่า 63% เลือกที่จะ Work from Home แต่เมื่อสำรวจอีกครั้งล่าสุด พบว่าคนอยากจะกลับไปทำงาน On Site ในเปอร์เซนต์ที่พอๆ กัน

ทิ้งท้ายไว้ ในเชิงเศรษฐศาสตร์ มีประเด็นสำคัญที่ควรจะกังวล คือ หลายๆ อาชีพ อย่างแคชเชียร์ พนักงานร้านอาหาร คนงานก่อสร้าง งานที่ต้องไปถึงที่บ้าน เป็นต้น งานเหล่านี้ไม่มีทางเลือกเลยว่าจะทำที่บ้านหรือที่ออฟฟิศ บางคนก็ไม่มีกำลังที่จัดหาอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตต่างๆ และอาชีพที่มีค่าแรงขั้นต่ำยังมีโอกาสที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ได้ง่ายๆ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งเรียกว่า “time bomb for inequality” หรือ ระเบิดเวลาของความไม่เท่าเทียม

ทุกคนอ่านแล้วคิดเห็นอย่างไร อย่าลืมแวะมาแลกเปลี่ยนกันได้ที่เฟซบุ๊ก Creative Talk นะครับ


ที่มาของข้อมูล

Related Articles

ประโยชน์ของ “การเปิดเผยจุดอ่อน” บางครั้งก็ไม่ได้แย่เสมอไป

เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย หลายครั้งเรามักไม่อยากจะเผยจุดอ่อนของตัวเองให้ใครรู้ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นสิ่งที่ให้อีกฝ่ายใช้เอาเปรียบ แต่ไม่ใช่เสมอไป… ในบางสถานการณ์ “การเปิดเผยจุดอ่อน” ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน 1. การเกริ่นนำด้วยจุดอ่อน จะช่วยลดความเป็นปรปักษ์ของผู้ฟัง…

Article

3 สิ่งที่การตลาดดิจิทัลต้องเตรียม เพราะการระบาดของไวรัสทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

ช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา (และยังไม่ผ่านไปดี) มีพฤติกรรมของผู้บริโภคบนสื่อดิจิทัลที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนและเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ที่บอกว่าเร็วขึ้นเป็นเพราะว่าพฤติกรรมเหล่านั้นอย่างไรเสียต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ ด้วยแนวโน้มการเข้าถึงและการใช้งานสื่อดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่เหตุการณ์ COVID-19…

Article | Digital marketing