Trending News

Subscribe Now

‘The Great Resignation’ วันที่การลาออกกลายเป็นโรคติดต่อ

‘The Great Resignation’ วันที่การลาออกกลายเป็นโรคติดต่อ

Article | Business

‘The Great Resignation’ หรือปรากฎการณ์ที่อธิบายถึงการลาออกของพนักงานหลังการระบาดครั้งใหญ่ด้วยจำนวนที่เรียกได้ว่าทุบสถิติ ทำให้หลายบริษัททั่วโลกต้องสืบหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรคระบาด และประเมินสถานการณ์ใหม่เพื่อรักษาพนักงานที่มีความสามารถเอาไว้

ซึ่ง The Great Resignation คือแนวคิดของศาสตราจารย์ Anthony Klotz แห่ง Texas A&M University ซึ่งทำนายว่าหลังจากสถานการณ์โรคระบาดจบลง และชีวิตของผู้คนกลับคืนสู่สภาวะปกติ จะมีพนักงานจำนวนมากลาออก

สถานการณ์โรคระบาด ทำให้ตลาดงานเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและส่งผลให้ผู้คนนับล้านตกงาน ขณะเดียวแม้ผู้คนอีกกลุ่มยังคงถูกจ้าง แต่บทบาทหน้าที่ของพวกเขาก็ยังคงอยู่ในสภาวะของการเอาตัวรอด และเมื่อถึงเวลาที่ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ กลุ่มคนทำงานซึ่งไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ก็จะก้าวไปสู่ตำแหน่งอื่นและอนาคตที่ดีกว่า ขณะที่คนทำงานในระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้พัฒนา และไม่มีสวัสดิการทางสังคมหรือได้รับผลประโยชน์จากการถูกเลิกจ้าง อาจต้องประสบกับสภาวะที่ถูกบีบบังคับและต้องอดกลั้นต่อความผิดหวังจากสถานการณ์ที่พลิกผันจากโรคระบาด


แล้ว ‘การลาออก’ ที่เหมือนโรคติดต่อนั้นหมายถึงอะไร?

ถ้ามีเหตุการณ์ที่พนักงานคนใดคนหนึ่งแจ้งว่าเขาจะลาออกจากบริษัท อย่าได้ตกใจไปหากพนักงานคนอื่นๆ จะเดินรอยตามอีก เพราะโรคติดต่อที่ชื่อว่า ‘การลาออก’ ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่บริษัทที่มีการจัดการที่ย่ำแย่ ให้ผลตอบแทนน้อย หรือมีตัววัดบางอย่างที่ทำให้พนักงานเลือกจะจากไปเท่านั้น เพราะแม้กระทั่งบริษัทที่ประสบความสำเร็จก็ยังก้าวไม่พ้นปัญหานี้

อย่างที่เราทราบกันดีว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม มันจึงมีแนวโน้มที่เราจะนำเอาคำแนะนำต่างๆ จากผู้คนที่อยู่ล้อมรอบตัวมาช่วยตัดสินใจ ยิ่งในสถานการณ์อันคลุมเครือ ที่หลายคนต่างใช้ชีวิตเพื่อให้ผ่านพ้นภาวะโรคระบาด ความเป็นไปได้ที่คนเราจะใช้สิ่งที่ตนพบเจอจากผู้คนรอบข้างเป็นพื้นฐานการตัดสินใจจึงมีสูง และเป็นไปได้ว่ามันเป็นหนึ่งในแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง ปรากฎการณ์การลาออกครั้งใหญ่ หรือ the Great Resignation


แล้วถ้าการลาออกเป็นโรคติดต่อจริง บรรดาองค์กรต่างๆ จะป้องกันโรคนี้ไม่ให้แพร่กระจายไปในบริษัทได้อย่างไร?

1. เช็คสภาพขวัญกำลังใจพนักงาน

เมื่อพนักงานคนไหนเป็นอิสระ เมื่อนั้นก็เหมือนการชวนให้เกิดการลาออกต่อกันตามมา และถ้าผู้นำไม่สามารถทำความเข้าใจหรือรับรู้มุมมองของบรรดาพนักงานที่มีต่อองค์กรได้ ก็อาจเรียกได้ว่าผู้นำนั้นขาดคุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดี

บริษัทควรมีการสัมภาษณ์พูดคุยกับพนักงานที่ลาออก และสนับสนุนให้พวกเขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับพนักงานที่ยังอยู่ ถึงเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงลาออก เพราะถ้ามีบางสิ่งที่บริษัทสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ผู้นำองค์กรก็จะได้รู้ว่าสิ่งไหนที่พวกเขาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน นอกจากนั้นการสื่อสารที่โปร่งใส่ และการแสดงความยินดีเมื่อใครบางคนกำลังจะได้รับโอกาสที่ดีขึ้น ก็จะเป็นผลดีต่อบริษัทนั้นในระยะยาวได้


2. ดูแลความสัมพันธ์ของพนักงานที่ยังอยู่

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘มิตรภาพ’ คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมพนักงานถึงยังอยู่กับบริษัท ดังนั้นถ้าเพื่อนสนิทที่สุดของใครสักคนลาออกจากบริษัท ผู้บริหารแทบไม่ต้องตกใจเลยว่าเพื่อนของพนักงานคนนั้นอาจจะลาออกเป็นคนถัดไปได้

การรับมือกับเรื่องนี้ จึงเป็นการมองหาว่ามีวิธีไหนบ้างที่องค์กรจะช่วยซัพพอร์ทพนักงานที่ยังอยู่ได้ แน่นอนว่าองค์กรไม่สามารถจะก้าวเข้าไปเป็นเพื่อนสนิทของพนักงานเหล่านั้น แต่องค์กรอาจต้องคิดเพิ่มว่าทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้มีบทสนทนากับพนักงานที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าพนักงานเหล่านั้นจะลองทบทวนเรื่องงานของพวกเขาใหม่ หรืออาจเลือกที่จะลาออก แต่อย่างน้อยการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานก็ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย


3. มองเรื่อง Workload ตามความเป็นจริง

เมื่อพนักงานหนึ่งคนลาออก แน่นอนว่าจะมีพนักงานที่ต้องรับงานเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจเป็นการชั่วคราว หรือถาวหากองค์กรไม่จ้างคนมาแทนพนักงานที่ลาออก

การพูดคุยกันในเรื่องของงานที่ต้องแบกรับมากกว่าเดิมถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพนักงานอาจรู้สึกไม่ดีนัก หากงานของพวกเขาเพิ่มขึ้นโดยที่องค์กรไม่รับรู้ หรือไม่มีผลตอบแทนที่ชดเชยกันได้


4. ลงทุนกับพนักงาน

แม้การลาออกครั้งใหญ่จะเป็นเหมือนโอกาสหนึ่งที่จะได้ดึงพนักงานใหม่ๆ ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงาน แต่การลงทุนกับพนักงานที่ยังอยู่จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรในด้านบวกได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พนักงานหลายคนกำลังทบทวนตัวเลือกในอาชีพของตัวเอง การส่งเสริมให้พนักงานได้รับทักษะการทำงานใหม่ๆ ก็ถือเป็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่างในการรั้งให้พวกเขาอยู่ต่อได้

เพราะพนักงานทุกคนต่างมีความต้องการก้าวหน้าในอาชีพ และจัดหาโอกาสต่างๆ ให้กับพวกเขาถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากองค์กรไม่หยิบยื่นให้ พนักงานก็จะเป็นฝ่ายที่ไปตามหามันจากที่อื่นแทน


อ้างอิงข้อมูลจาก

Related Articles

5 ข้อมัดใจลูกน้องคนเก่ง ในยุคไฮบริดออฟฟิศ

รู้หรือไม่!? มีแค่ 1 ใน 3 ของพนักงานบริษัทเท่านั้นที่ไว้วางใจในตัวหัวหน้าของพวกเขา งานวิจัยของ Gallup ยืนยันว่าเหล่ามนุษย์ออฟฟิศคนเก่งกว่า 67%…

Article | Living

6 แอปฯ สำหรับมนุษย์ออฟฟิศ อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้

เพราะการทำงานสมัยนี้ ไม่ได้จำกัดว่าต้องนั่งทำงานอยู่แค่ออฟฟิศ อาจจะต้องออกไปทำงานนอกสถานที่บ้าง หรือเจอสถานการณ์รถติดบ้าง แถมในบางครั้งก็ไม่สะดวกที่จะพก Notebook ติดตัวตลอดเวลาได้ ฉะนั้นแอปพลิเคชันในมือถือ ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุด วันนี้เราก็ได้คัด…

Article | Technology

วิธีตั้งเป้าหมายทางการตลาดด้วย SMART goal

ระหว่างที่ผมหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งรวมความรู้และอัปเดตทิปต่าง ๆ ของการทำ Facebook marketing แล้วไปเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจและอยากแชร์ให้กับผู้อ่าน Creative Talk Live ทุกท่านครับ…

Article | Digital Marketing