Sonic Branding และ Motion Design อนาคตของการปั้นแบรนด์

Last updated on พ.ค. 8, 2023

Posted on มี.ค. 28, 2022

คุณรู้หรือไม่ ว่ามนุษย์ใช้เวลาเพียง 0.146 วินาทีในการตอบสนองต่อเสียง และสามารถตอบสนองต่อเสียงได้เร็วกว่าภาพถึง 100 เท่า 

“เสียง” จึงเป็นการรับรู้ที่ไวที่สุดในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ ในขณะที่ “ภาพเคลื่อนไหว” สร้างภาพจดจำได้ตราตรึงกว่า

Sonic Branding เป็นการสร้างแบรนด์โดยอาศัยเสียงเป็นหลัก ไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็น บทเพลง บทพูด ASMR หรือ การฮัมทำนองเพลง เมื่อรวมกับภาพเคลื่อนไหวยิ่งทำให้คนจดจำแบรนด์ได้ดี ถูกต้อง และชัดเจนยิ่งขึ้น 

“เสียงเพลง” สามารถดึงอารมณ์ออกมาได้ดีกว่าสิ่งไหน และอารมณ์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) การใช้ Sonic Branding จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ข้อความ “I’m loving it” ที่มาพร้อมกับจิงเกิ้ลเพลงสุดฮิตของ McDonald’s หรือ การใช้โลโก้เสียงจำเพาะ (Sonic Logo) ของ Mastercard ที่ทำเอาแบรนด์ได้รับรางวัลโลโก้เสียงยอดเยี่ยมจาก World’s Best Audio Brand สองปีซ้อน จาก Amp (เอเจนซี่ที่ให้บริการการสร้างแบรนด์ด้วยเสียง) เพราะฉะนั้นการให้ความสำคัญกับเรื่องเสียงในการสร้างแบรนด์จึงเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคนี้

จากสถิติพบว่าเสียงช่วยเพิ่ม การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ได้ถึง 26% และเพิ่มความชื่นชอบในแบรนด์ได้อีก 46% ข้อมูลเพิ่มเติมยังพบว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างเสียงกับการย้อนกลับไปหาประสบการณ์กับแบรนด์นั้นๆ อีกครั้งถึง  86% จึงไม่แปลกใจที่พวกเพลงโฆษณาที่ติดหูเราสมัยยังเด็กก็ยังคงมีผลต่อการนึกถึงแบรนด์ต่อให้เพลงนั้นมันจะดูเฉิ่มและเวลาจะผ่านมานานขนาดไหนก็ตาม แต่เราต่างก็ยังจดจำแบรนด์และเพลงเหล่านั้นได้ดี

ในขณะเดียวกัน Motion Design หรือ การออกแบบภาพเคลื่อนไหวก็ช่วยเสริมการเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ทำให้ลูกค้าดื่มด่ำกับความหมาย ขยายขอบเขตตัวตน และเพิ่มปฏิกิริยาตอบโต้ระหว่างแบรนด์และลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโลกดิจิทัล ตัวอย่างที่ดีคือ โฆษณา “Shinjuku Cat” ที่ปรากฏบนป้าย LED ยักษ์ตรงแยกชินจูกุอันพลุกพล่านทำเอาคนเดินผ่านไปผ่านมาต้องตกตะลึงและเหลียวมองจนกลายเป็นกรณีศึกษาให้กับ Netflix และ Vodafone ด้วยภาพโฆษณาเคลื่อนไหวแบบ “3D” 

การโฆษณาให้ได้ผลในยุคใหม่จำเป็นต้องอาศัย “ภาพเคลื่อนไหวและเสียง” มากกว่าภาพนิ่ง เพราะทุกวันนี้เราเห็นโฆษณากันเกิน 5000 ชิ้นต่อวัน และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ทำโฆษณาต้องพยายามดึงความสนใจของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่แบรนด์จะต้องลงทุนกับสองเรื่องนี้เพราะต้องยอมรับกันแล้วว่าทั้งสองสิ่ง คือ “อนาคต” ของการปั้นแบรนด์ 


แล้วแบรนด์คุณล่ะ มีเสียงและภาพแบบไหนกัน 


ที่มาของข้อมูล

trending trending sports recipe

Share on

Tags