Trending News

Subscribe Now

4 เรื่องด้านมืดของ Empathy ที่เรานึกไม่ถึงและควรระวัง

4 เรื่องด้านมืดของ Empathy ที่เรานึกไม่ถึงและควรระวัง

Article | Living

หนึ่งในศัพท์ทางจิตวิทยาที่กำลังถูกใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน คือ คำว่า “Empathy” หรือ การเอาใจเขามาใส่ใจเราและรู้สึกร่วมไปกับอีกฝ่าย ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงการไหน คุณก็จะได้ยินคำว่า Empathy ควบคู่กับการจัดการเรื่องคนเสมอ เพราะทุกคนต่างก็อยากได้รับความเข้าใจโดยไม่ตัดสินใดๆ  แต่ใครจะรู้บ้างว่า การมี Empathy ที่ผิดที่ผิดทาง อาจส่งผลกระทบที่เสียหายได้

เรื่องราวด้านมืดของ Empathy นี้นั้น ดร. พอล บลูม (Dr. Paul Bloom) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย เยล ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “Against Empathy: The Case for Rational Compassion” ว่า Empathy ไม่ได้มีแต่ด้านดีๆ ที่เราอยากช่วยเหลือผู้อื่น แต่กลับมาผลเสียด้วยหากเราให้ความรู้สึกร่วมกับอีกฝ่ายมากจนเกินไป


4 ด้านมืดของ Empathy

1. ช่วยเหลือคนได้แค่บางกลุ่ม

เมื่อเราเกิดอารมณ์ร่วมที่รุนแรงกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือ คนใดคนหนึ่ง เราก็จะโฟกัสไปกับคนแค่กลุ่มนั้น เป็นเหมือนกับ Spotlight การช่วยเหลือไปที่คนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ในขณะที่คนกลุ่มอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน อาจจะโดนเพิกเฉย ไม่ได้รับความสนใจ


2. ช่วยเหลือคนอื่นมากเกินไปจนหมดพลัง

ในบางกรณีเมื่อเราให้ความช่วยเหลือคนอื่นมากเกินไป จนเราอาจจะรู้สึกท่วมท้น หรือ เหนื่อยมากเกินไป จนไม่อยากช่วยเหลือคนอื่นอีกเลยก็เป็นได้ ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนตอนที่ Superman ในช่วงแรกๆ ที่ไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองในการได้ยินเสียงช่วยเหลือของคนทุกคนได้ จนสุดท้ายสร้างความลำบากให้กับตัวเอง หรือแม้กระทั่งตอนที่เราเองได้รับรู้เรื่องราวแย่ๆ จากคนรอบข้างเยอะๆ ติดๆ กัน หากเรารู้สึกร่วมไปกับทุกสถานการณ์ เราก็จะรู้สึกจมดิ่งไปกับความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้น จนทำให้ตัวเองแย่ไปด้วยนั่นเอง


3. มีความลำเอียงต่อคนใกล้ตัว

ข้อเสียอีกอย่างของ Empathy ก็คือ เรามักจะมีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ร่วมกับคนใกล้ตัวมากกว่าคนไกลตัว ดังนั้นเมื่อคนใกล้ตัวต้องการความช่วยเหลือ เราก็เลือกที่จะช่วยเหลือ หรือ ลัดคิวเพื่อคนที่เรารู้จักมากกว่าไปช่วยเหลือคนไม่รู้จักก่อน โดยที่เรามีอคติหรือความลำเอียงกับคนที่ใกล้ตัวเรา หรือ เหมือนเรา


4. เพิกเฉยคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าโดยไม่รู้ตัว

ต่อเนื่องจากข้อสาม เมื่อเรามีแนวโน้มที่จะมีอคติต่อคนใกล้ตัวเรามากกว่าเรา เราก็อาจจะเผลอไปช่วยเหลือคนใกล้ตัวเราก่อนโดยที่ไม่ได้สนใจว่า คนไกลตัวเราอาจจะต้องการความช่วยเหลือมากกว่า หรือเร่งด่วนกว่า 


ดร. พอล บลูม จึงแนะนำในหนังสือของเขาว่าเราควรจะใช้ความคิดมากกว่าหัวใจ โดยที่เขาสนับสนุนให้ทุกคนลองใช้ compassion หรือ ความเมตตากรุณาในการร่วมตัดสินว่าเราจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไรบ้าง (moral reasoning) เพราะการใช้ Empathy ที่มากเกินไปนอกจากจะเกิดอคติและความลำเอียงจนเกิดเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกแล้ว ยังเป็นเส้นบางๆ ที่ทำให้คนบางกลุ่มยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ดังนั้นวันนี้เราลองมาดูกันว่า ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่เรามีนั้น เราสามารถกระจายออกไปเพื่อช่วยเหลือคนวงกว้างมากขึ้น และยกระดับสังคมเราให้ดีขึ้นได้อย่างไรกันจะดีกว่า 

Related Articles

DEAR DARKNESS, ความมืดที่รัก นิทรรศการศิลปะบนเซรามิกในอารมณ์ดาร์ก ๆ

นิทรรศการศิลปะบนเซรามิกในอารมณ์ดาร์ก ๆ ที่จะพาไปสำรวจแสงสว่างและสีสันต่าง ๆ ในความมืดของจิตใจ พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของโรคลมชัก รวมถึงการทำงานที่ใช้ความเศร้าหมองมาช่วยเป็นแรงผลักดัน ผ่านตัวละครชื่อ “กัดยิ้ม” ชมนิทรรศการฟรี…

Article | Creative/Design

5 นิสัยที่ต้องมีเพื่อการเลื่อนขั้นที่เร็วขึ้น!

การจะเป็นสุดยอดพนักงานคนนั้นได้นั้น ไม่ได้มีความลับอะไรเลย เพียงแค่คุณมีทักษะและชุดความคิดบางอย่างในการพัฒนาตัวเอง 5 ด้าน ต่อไปนี้ก็เพียงพอแล้ว

Article | Living

ธุรกิจยุคใหม่เมื่องานครีเอทีฟสร้างสรรค์ได้ด้วย AI และ Machine Learning

เราจะมาทำความรู้จักว่า NFT คืออะไร, วิธีการใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะ และการ Upload ผลงานศิลปะลงบน NFT กับ คุณมนัสพร ตรีรุ่งโรจน์ (คุณหญิง) แอดมินเพจ Noob Learning

Article | Creative/Design