ถ้าเงินยังไหลออกจากกระเป๋าไม่เร็วพอ 🥲 - 3 เทคโนโลยีที?

Last updated on ม.ค. 14, 2022

Posted on ม.ค. 13, 2022

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปสิ้นเชิง สังเกตได้จากเวลาที่เราไปซื้อของตามร้านค้า เราแทบไม่ต้องควักบัตรเครดิตหรือเงินสดออกมาเลย เพียงแค่มีโทรศัพท์ติดตัวเครื่องเดียวก็พอแล้ว ไหนจะพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่หันไปซื้อของออนไลน์กันมากขึ้น 

แต่แม้การซื้อของในยุคนี้สะดวกง่ายดายขึ้น ก็ยังคงมีอีกหลายจุดที่เรายังพัฒนาต่อยอดไปได้อีก ยกตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาที่ผู้คนใช้เวลาไปกับการต่อแถวรวมกันนานถึง 370,000 ชั่วโมง/ปี ยังไม่รวมเวลาอีกหลายนาทีที่เราต้องเสียไปกับการกรอกรายละเอียดการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์แต่ละครั้ง  เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วในปัจจุบันจึงจะช่วยทำให้ประสบการณ์การชอปปิ้งของคุณต้องเปลี่ยนไปภายในปี 2022 


1. แค่ส่งข้อความไปที่ร้านก็ได้ของแล้ว

ถ้าคุณอยากได้ AirPods อันใหม่ คุณก็แค่ส่งข้อความไปที่ Apple หรือถ้าจะซื้อหนังสือเล่มใหม่ก็สั่งกับร้านหนังสือใกล้บ้านได้ผ่านทางแชทพร้อมจ่ายเงิน ประเทศในฝั่งเอเชียอย่าง สิงคโปร์ หรือ จีน ต่างก็มีเทคโนโลยีที่รองรับการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางข้อความแชทได้แล้ว ส่วนทางสหรัฐฯ ก็ใกล้จะได้ใช้บริการแบบระบบดังกล่าวแล้ว ซึ่งหลายๆ บริษัทก็กำลังจะใช้เทคโนโลยีที่ทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านทางข้อความได้ 

หนึ่งในแพลตฟอร์มที่น่าสนใจซึ่งกำลังจะเริ่มเปิดใช้ในปีนี้ก็คือ Wizard Commerce ที่ลูกค้าสามารถพิมพ์ข้อความพูดคุยเรื่องสินค้ากับแบรนด์ได้โดยตรง เช่น คุณเห็นภาพสินค้าใน Instagram แล้วสนใจอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ระบบ AI ของแอปฯ นี้ก็พาคุณเชื่อมต่อกับแบรนด์โดยตรงแล้วคุยเรื่องรายละเอียด ตลอดจนการสั่งซื้อ 


2. ไม่ต้องกรอกรายละเอียดข้อมูลบัตรเครดิตอีกต่อไป

หนึ่งในสิ่งที่น่ารำคาญใจที่สุดในการซื้อของออนไลน์ก็คือการต้องเตรียมเลขบัตรเครดิตไว้ให้พร้อม แต่ก็บางเว็บไซต์หรือบางแอปฯ ที่ทำเรื่องเหล่านี้ให้ง่ายขึ้น อาทิ Shopify ที่บันทึกข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าไว้ไม่ว่าจะซื้อสินค้าใดภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน หรือ Amazon ก็มีระบบการคิดเงินแบบคลิกเดียวจบ แต่ถ้าเราสามารถทำแบบเดียวกันนี้ผ่านการซื้อแพลตฟอร์มใดก็ได้จะดีกว่าไหม และนี่คือวิสัยทัศน์ของบริษัท Fast บริษัทสัญชาติออสเตรเลียที่พบข้อมูลว่าผู้คนกว่า 60% ทิ้งตะกร้าซื้อของไว้ในระบบต่างๆ และไม่ได้จ่ายเงินซื้อเพียงเพราะจำรหัสผ่านไม่ได้ และบางส่วนก็ไม่อยากลงข้อมูลบัตรเครดิตผ่านเว็บหรือแอปฯ ต่างๆ เมื่อเล็งเห็นปัญหานี้ Fast จึงคิดสร้างระบบการซื้อของออนไลน์โดยที่คุณไม่ต้องล็อกอิน และ Fast ก็ยังคิดจะสร้างปุ่ม “ซื้อ” สำหรับเอาไว้ใช้กับระบบอีเมลหรือเว็บไซต์ที่ต้องการให้สมัครสมาชิก เช่น ถ้าคุณเห็นอีเมลของ Vogue แล้วอยากสมัครเพื่ออ่านคอนเทนต์ คุณเพียงคลิกปุ่มเดียวก็จบแล้ว 

ซึ่งแก่นหลักของ Fast ไม่ใช่การเช็คเอาท์ แต่เป็นการสร้างตัวตนออนไลน์สำหรับผู้บริโภคในแบบที่ปลอดภัยที่สุด โดยที่บริษัทระบุไว้ว่าตั้งใจจะสร้างความเชื่อใจจากผู้บริโภคว่าบริษัทจะปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาให้ดีที่สุดนั่นเอง


3. พนักงานคิดเงินที่เป็นหุ่นยนต์ช่วยคุยได้เยอะ

ประสบการณ์การซื้อของตามร้านค้าทั่วไปจะดีขึ้นเช่นกันภายในปีนี้ จากที่ก่อนหน้านี้ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งเริ่มให้บริการแบบ self-checkout คือให้ลูกค้าสามารถจ่ายสินค้าด้วยการสแกนบาร์โค้ดเอง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีความยุ่งยากหลายอย่าง เช่น หาบาร์โค้ดไม่เจอ หรือสินค้าจำพวกผักหรือผลไม้บางครั้งก็ไม่มีบาร์โค้ดให้สแกน หลายคนไม่อยากเจอกับความยุ่งยากเหล่านี้จึงตัดสินใจที่รอในแถวและให้พนักงานเป็นคนจัดการให้

กระทั่งปัจจุบันเมื่อ Amazon Go นำเสนอระบบที่สามารถให้ลูกค้าเดินออกจากร้านได้เลยโดยไม่ต้องเช็คเอาท์ใดๆ ทำให้บริษัทดังๆ อย่าง Grabandgo, Caper, Zippin ตื่นตัวในการพัฒนาเทคโนโลยีสร้างประสบการณ์การซื้อของในร้านแบบไม่ต้องมีแคชเชียร์

และ Mashgin ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้านการใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจจับสินค้าได้โดยไม่ต้องอ่านบาร์โค้ด แถมยังสามารถระบุสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบแพคเกจจิ้งทั่วไปอย่างสินค้าโฮมเมด หรืออาหาร โดยระบบเช็คเอาท์ตัวนี้ก็สามารถระบุสินค้าได้จากทุกมุม สิ่งที่ลูกค้าต้องทำจึงมีเพียงแค่ชั่งน้ำหนักและคิดเงิน


ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปหลายระดับอย่างที่ว่ามานี้ ประสบการณ์การซื้อของของทุกคนในปี 2022 ก็สะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งหากคุณเป็นผู้ประกอบการ อาจจะลองดูว่าเราสามารถนำเทคโนโลยีหรือระบบเหล่านี้ไปเพิ่มโอกาสในการเพิ่มยอดขายของคุณให้ดีขึ้นได้อย่างไร 


ที่มาของข้อมูล – Shopping will be way less annoying this year. These are the 3 big changes you’ll see


trending trending sports recipe

Share on

Tags